เ
ด

 

กราบทูลสมเด็จพระเจ้าพี่ี่นางเธอเจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา...... ที่รักและ เคารพยิ่ง

จากวันนั้น ถึง วันนี้ พระองค์ ยังคงสถิตอยูในใจของ หม่อมฉันเสมอ พระสุรเสียง "คนที่ชื่อ อินทิรา อยู่ไหน มาหา ฉันหน่อย ซิ " ยังคงก้องกังวาลอยู่ในสมองของหม่อมฉัน เมื่อ วัน ที่ทรงเรียกหา หม่อมฉันไปเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรก ทรงสั่งค่อนข้างเฉียบขาดผ่านไมโครโฟนบนโต๊ะบรรยาย หลังจาก สิ้นการบรรยาย วิชา ภาษาฝรั่งเศศ ให้ นักเรียนปีแรก ของ คณะ ศิลปศาสตร์ และ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงต้นปีการศึกษา ปี 2513

จำได้ ว่า ตัวเอง ตัวสั่น กลัว ถูกดุ เรื่องการเขียนเรียงความเป็น ภาษาฝรั่งเศสที่พระองค์ให้ นักเรียนไปทำเป็นการบ้าน ส่ง ในต้นสัปดาห์ เพราะตัวเองเป็นคนชอบกล้าเขียน และ กล้า แสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมือนใคร คงจะได้เขียนอะไรที่ทรงไม่พอพระทัยเป็นแน่่ หม่อมฉัน คิด.... แต่ อาจารย์ สุพัชรินทร์ี ผู้ประสานงานส่วนพระองค์ ที่ธรรมศาสตรปลอบใจ บอกว่าไม่ ต้อง กลัว อะไร

พอคลานเข้าไปในห้องทรงงานที่ชั้น 5 ของ ตึกคณะศิลปศาสตร ก็ไม่กล้ามอง พระพักตร์ จนได้ ยินพระสุรเสียง ตรัส "Ton essai est tres bien !" เท่านั้น หม่อมฉันก็ โล่งใจและหายกลัว ( นี่ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปล ว่า เรียงความของเธอ (เขียนได้) ดี มาก)

ทรงยื่น กระดาษที่เขียนเรียงความมาให้ อ่าน.....จำได้ ว่า ตัวเองก็ไม่เคยฝึกอ่าน ภาษาฝรั่งเศส ให้ใครฟังมาก่อน จึง อ่านไม่ค่อยถูกนัก พระองค์ท่านก็ทรงทักท้วง และ บอกให้อ่านออกเสียง ตาม ให้ ถูก หมด

จำได้ว่า พระสุรเสียงไพเราะมากตอนทรงเปล่งภาษาฝรั่งเศส ทรง ตรัส อย่างชัดถ้อยชัดคำ น่าฟังยังกับเสียง เอ็ฟเอ็ม สเตอริโอ เพื่อให้หม่อมฉันเลียนแบบตาม และ นี่ก็ เป็น สิ่งที่หม่อมฉันกำลังทำทุกวันนี้ ในห้อง เรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคน ได้ มีโอกาสเหมือนหม่อมฉัน โอกาสที่จะได้ เรียนรู้วิธีการอ่านออกเสียงภาษาต่างประเทศอย่างถูกวิธีด้วยการเรียน โฟเนติคส์ หรือ โฟนิคส์ี .....

หลังจากวันแรกวันนั้น จะทรงรับสั่งให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนประองค์ ที่ห้องทรงงานนี้เกือบทุกครั้งหลังจากทรงเสร็จงานสอนสัปดาห์ ละ ครั้ง สอง ครั้ง ที่มหาวิทยาลัย จะทรง ถามว่า เข้าใจที่สอนไปไหม อะไรไม่เข้าใจ ให้ ถาม เหมือน หม่อมฉันเป็น ตัวแทน นักเรียนทั้งหมด บางครั้ง ทรงให้หม่อมฉันฝึกอ่านภาษาฝรั่งเศสกับพระองค์ในส่วนของบทอ่าน ที่เพิ่งเรียนไำป ทำให้้หม่อมฉันเริ่มสนใจในการอ่านออกเสียงดังๆ และเรี่ิมพิธีพิถันในการออกเสียงให้้ชัดมากขึ้น เพื่อพระองค์จะได้ พอพระทัย

ทรงรับสั่งให้เข้าเฝ้าค่อนข้างบ่อยจน เพื่อน ๆ ครูอาจารย์ ที่ธรรมศาสตร์และ์ ไม่ว่า รุ่นพี่รุ่นไหนก็จะรู้ว่า ทรงโปรด" อินทิรา" ฉะนั้นไม่ว่ามีกิจกรรมอะไร ที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านอย่างใด จะรับเสด็จ จะ ส่งเสด็จเมื่อใด เพื่อนๆก็ จะให้หม่อมฉัน "ออกหน้า" เกือบ ทุก ครั้ง จนกระทั่ง สามเดือน ต่อมา หม่อมฉันก็สอบชิงทุนโคลอมโบไป เรียนต่อ ปริญญา ตรีที่ประเทศ ออสเตรเลีย และใช้เวลาเรียนที่นั่นอีกเกือบ สิบปี เรียนต่อจนจบปริญญาเอก

จำได้ว่า ทั้งๆที่หม่อมฉันได้ทุนไปเรียนวิชาสังคมวิทยาเพื่อเชี่ยวชาญ งานวิจัย เพราะประเทศ ขาดนักวิจัยมืออาชีพมาก แต่ เพราะ อยาก ให้พระองค์ โปรด ในปีแรก ที่เรียนที่ออสเตรเลีย ก็ได้ เลือกวิชาภาษา ฝรั่งเศส ละติน ภาษาศาสตร์ และ สังคมวิทยา เป็น วิชาหลักที่ต้องเรียน และในวิชา ภาษาศาสตร์์ได้เลือก เรียน วิชา โฟเนติคส หรือ ศาสตร์ แห่งการออกเสียง ด้วย พอปลายปีการศึกษาที่ 1 ผลสอบ ออกมาว่าหม่อมฉัน ได้ เกียรตินิยม( High distinction) ใน วิชา ภาษาศาสตร์ จึงนั่งคิดว่า ควรจะเรียนภาษาศาสตร์ ต่อจนถึงปริญญาเอกดี ไหม เพราะอาจใช้เวลา อีกตั้ง สิบปี เนื้อหาวิชาก็ ไม่มีมาก ถ้าเรียนถึงปริญญาเอกก็ คงน่าเบื่อมาก จึงตัดสินใจ เขียนจดหมายทูลถาม ขอความ เห็นจากพระองค์ท่าน และ ขออนุญาต ว่า ถ้าไม่เลือกเรียน ภาษาศาสตร์ต่อ อย่าทรงโกรธ

จำได้ว่า ทรง ตอบ มา ว่า ถ้าไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไร พระองค์ท่านก็ จบ เคมีมา แต่ ก็ มาสอน ภาษาฝรั่งเศส ขอให้เรียนวิชา ที่ตัวเอง รัก และ อยากเรียน อย่าได้ทำตามพระทัยพระองค์ท่าน และ เมื่้อกลับมาเมืองไทย และ ได้ เข้าเฝ้าที่วังเลอดิส ก็ ทรงย้ำแบบเดียวกัน

ขอขอบพระคุณพระองค์ท่านที่ทำให้หม่อมฉันได้ กลับ ไปเรียน วิชา วิจัย จน ถึงปริญญาเอก วิชา นี้ ต้องอ่านหน้งสือ นับพันเล่ม และ เขียน มากมาย และ ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า วิชาอื่น และ วิชานี้ทำให้โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษของมูลนิธินี้ี้ ต่าง จาก โรงเรียน อื่น ตรงที่ว่า ทุก อย่าง จะต้อง นำด้วยงานวิจัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงๆ

เมื่อมูลนิธิฯนี้ได้ รับการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว หม่อมฉันได้ติดต่อขอเข้าเฝ้าที่วังเลอดิส ตามเคย เพื่อที่จะทูลเชิญให้เป็น องค์ืประธาน ฯ แต่คุณจงรัก บอกว่า พระองค์ืท่านไม่สามารถรับรูู้้เรื่องต่างๆได้อีกแล้ว

แม้พระองค์ จะทรงไม่อยูู่่กับพวกเราแล้ว แต่พระองค์์จะทรงสถิตอยู่ในหัวใจส่วนลึกของหม่อมฉัน เสมอ ความเป็นกันเอง ความใกล้ชิด ความไม่ถือพระองค์แม้ทรงเป็น เจ้านายที่สูงศักดิ์ ความสนับสนุน และ คำำแนะนำต่างๆที่ทรงให้ ตั้งแต่ หม่อมฉันอายุ 17 ปี จดหมายที่ทรงตอบทุกฉบับด้วยลายพระหัตถ์์เอง ทรงให้เกียรติเป็นองค์ประธานแต่งงานให้หม่อมฉัน ทำให้หม่อมฉันภาคภูมิใจ ที่เป็น" อินทิรา "

ในบรรดาของที่ไ้ด้ทรงประทานให้หม่อมฉัน มีเหลืออยู่สิ่งเดียวที่ไม่เสื่อมสลายตามกาลเวลา นั่นคือ แผ่น ทองคำหนาที่ทำด้วยทองบริสุทธ์ที่สลักชื่อ "กัลยาณิวัฒนา" ที่หม่อมฉันยังสวมใส่เป็นจี้ทองคำ้ ของ สร้อยคอ ใส่ แทน เครื่องประดับอาภรณ์์์อื่นๆ เพื่อเป็น ศิริมงคลในชีวิต ขอขอบพระคุณสำหรับสิ่งนี้ที่เป็นเสมือนเครื่อง เตือนใจว่าพระองค์ืยังอยู่ ไม่ใกล ้ไม่ไกล เลย

แม้พระองค์จะสถิตอยู่ในสรวงสวรรค์แล้ว หม่อมฉันเชื่อว่า ถ้าทรงรับรู้ พระองค์จะทรงพอพระทัยมากกับ งานของมูลนิธิ เพื่อการเีรียนรู้ตลอดชีวิตนี้ การสอนให้คนไทยเก่งภาษาต่างประเทศทัดเทียมชาวต่างชาติ เป็นพระปณิธานที่แรงกล้าของพระองค์ ที่ทรงได้ถ่ายทอดให้หม่อมฉันและ ถือเป็นมรดก อันล้ำ้ค่าที่พระองค์ได้ ให้คนไทยผ่านลูกศิษย์ของพระองค์ คนที่ชื่อ " อินทิรา" นี้

 

ขอทรงโปรดเป็นกำลังใจให้หม่อมฉันและทีมงานในการสานต่อพระปณิธานของพระองค์ด้วยเพคะ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอ เดชะ

ดร. อินทิรา ศรีประสิทธิ์

นักศึกษาปี 1 คณะศิลปศาสตร์ีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา์ 2513 ผู้ได้รับทุนพระราชทาน ภูมิพลฯ ในโอกาสที่สอบเข้าเรียนคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้ ที่ หนึ่ง และอีก สี่ปีต่อมาได้เรียนจบปริญญาตรีเกียรติยนิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยโมแนช กรุงเมลเบิร์น และ ต่อมาได้ รับทุนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ณ กรุงแคนเบอร่า เพื่อทำปริญญาเอกต่ออีก สามปี ในสาขา การวิจัยด้านสังคมวิทยาโดยไม่ต้องทำปริญญาโทก่อน และ ไม่ต้องชดใช้ทุน

ปัจจุบัน เป็น เลขาธิการ และ หนึ่งในผูู้้ก่อตั้งมูุลนิธิเพื่อการเีรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตในหมู่คนไทย ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ

มูลนิธิเพื่อการเีรียนรู้ตลอดชีวิต

เราให้อำนาจแก่เพื่อนมนุษย์เราได้ ด้วยการช่วยให้เขาเก่งภาษาอังกฤษ

Empowering People through Knowledge of English

กลับหน้าหลัก

 
free page hit counter