![]() |
|---|
ความเป็นมา - ติดต่อเรา- ใบสมัคร - คำถามที่ถามบ่อย - ข้อมูลที่่น่าสนใจ Home - EveryDay English - Office English - English for Doctors & Nurses -TOEFL & IELT Workshop - Intensive Phonics - Phonics English (Listening ) - TOEIC Workhop - Smart IT - Digital Library It's Fun to Read - Phonics for Schools/Franchise Phonics English Academy โดย Cyber School of English |
|
คลิคที่นี่เพื่อลงทะเบียนเข้า เวิอร์ค ซ็อป ออนไลน์ ฟรี ทำไมคนไทยต้องเรียนโฟนิคส์ สาเหตุที่ 1 คนไทยถูกสอนให้อ่านภาษาอังกฤษเป็น คำ (wholeword method)โดยไม่ถูกสอนให้อ่าน สระ และ พยัญชนะที่ประกอบเป็น คำ วิธีสอนอ่านเป็น คำ เป็นวิธีที่ลอกเลียนมาจากวิีธีการสอนภาษาอังกฤษที่ Thomas Gaulaudet พัฒนาสำหรับคนหูหนวกที่สหรัฐฯ โดยเน้นการสอนให้จำคำ ด้วยสายตา (sight word method) และความหมายซึ่งมักใช้ ภาพประกอบ และไม่เน้นการออกเสียงคำให้ชัดเจน และ ถ้าสอนออกเสียง จะเน้นเสียงยาว ไม่เน้นเสียงสั้น (เพราะคนหูหนวกปกติไม่ได้ยินเสียงสั้น) ฉะนั้น เมื่อคนไทยเอาระบบการสอนนี้มาใช้สอนภาษาอังกฤษ เราจึงได้เรียนออกเสียง เอ บี ซีำ ที่เน้นเสียงยาว ทำให้คนไทยไม่ได้ยินเสียงสั้นของภาษาอังกฤษทั้งสารบบ เช่น คำว่า C-A-T จะออกเสียง "แค้ท" ซึ่งเป็น เสียงยาวเสียงเดียว แต่ความจริงคำนี้ต้องออกเสียงถึงสามเสียงจึงชัด คือ เคอะ - แอะ - แทอะ เมื่ออ่านเร็วๆจะออกเสียงเป็น แค้ท เหมือนกัน แต่ จะประกอบด้วยเสียง 3 เสียง ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเก่งในระบบนี้ จึงต้องมีความจำดีเพราะต้องจำคำ ทั้งคำศัพท์ ความหมาย และ วิธีออกเสียง ซึ่งจำจากครู แต่ถ้าพบคำ่ที่ครูไม่ได้สอนก็จะอ่านคำนั้นไม่ออก ทำให้การพัฒนาทักษะทั้งการอ่าน และ การฟังของคนไทยมีปัญหา สาเหตุ ที่ 2 งานวิจัยทางด้านการอ่านของ สหรัฐฯ ได้สรุปว่า การที่จะอ่านออกเขียนได้เก่ง ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน ดังผังข้างล่าง แต่ีคนไทยถูกสอนภาษาอังกฤษด้วยการ เน้นให้จำำคำศัพท์ (ขั้นตอนที่ 3) และ เดาความหมายในบทอ่าน (ขั้นตอนที่ 5) ผลทำให้้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษมีปัญหาเช่น ไม่สามารถอ่านคล่อง (ขั้นตอนที่ 4 ) เพราะไม่มีฐานมาจากการแยกหน่วยเสียง(ขั้นตอนที่ 1) และการเชื่อมหน่วยเสียงกับตัวอักษร ( ขั้นตอนที่ 2) ฉะนั้น ถ้าเรามาช่วยเติมส่วนที่ขาดหายไป คือ สอนให้คนไทยได้รู้จักเรียนรู้โฟนิคส์ อย่างถูกวิธี การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยทั้งพูด อ่าน ฟังเขียนจะประสบอุปสรรคน้อยที่สุดเพราะ ถ้า ฟังได้ พูด และ อ่าน ชัด คนไทยจะสนใจอ่้านภาษาอังกฤษมากขึ้น และ ถ้าอ่านมากก็จะเขียนเก่งเป็นธรรมดา และ การเก่งแกรมม่าหรือไวยากรณ์์์ ก็จะเป็นไปตามธรรมชาติแบบฝรั่งที่พูด อ่าน เขียน อย่างถูกไวยากรณ์โดยไม่ต้องอาศัยความจำ |
|
|
ด้านล่างแสดงถึงแผนการสอนโฟนิคส์ ที่ใช้สอนเด็กอนุบาล และประถม ที่โรงเรียนในสหรัฐ ฯ และขณะนี้ กระทรวงศึกษาในประเทศจีนได้นำโฟนิคส์ อิงลิช มาสอนในระดับประถม และมัธยม และมีวิทยาลัยครูฝึกอบรมครูสอนโฟนิคส์โดยเฉพาะมาประมาณ 6ปีแล้ว คนจีนรุ่นใหม่จึงพูดภาษาอังกฤษชัดกว่าคนไทย ดูวิดิโอ ที่แสดงวิธีการสอนโฟนิคส์ของครูในประเทศจีน คลิคที่นี่ ในประเทศไทย หลายสถาบันได้ ลงทุนนับแสน ถึงล้านบาท ซื้อซ็อฟท์แวร์ มัลติมีเดียสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนหรือ นักศึกษาใช้ฝึกภาษาอังกฤษใน ซาวน์์แล็ป ซ็้อฟท์แวร์ทั้งหมดนี้เน้นการสอนภาษาอังกฤษแบบ whole language โดยสอนอ่านเป็น คำ และ ประโยค และ และมีเนื้อหามากมาย ครอบคลุมหลายเรื่อง (litertature- based) และ มองดูเผินๆ น่าประทับใจ ซึ่งทำให้พ่อแม่และ ครู อาจารย์ หลงคิดว่าผู้เรียนเรียนจบหลักสูตรนี้แล้วคง เก่งภาษาอังกฤษมาก และ เรียนรู้เรื่อง แต่พ่อแม่ ครู อาจารย์ ไม่ได้เฉลียวใจว่า ถ้าผู้เรียนไม่มีพื้นฐานโฟนิคส์ เขาก็ยังคงใช้ความจำเรียนภาษาอังกฤษที่ครูสอนต่อไป ฉะนั้นใครมีความจำเก่งก็มักจะได้คะแนนภาษาอังกฤษ สูง และ ถ้าจะให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษอื่นนอกเหนือจากที่เรียนในห้อง ผู้เรียนก็ ไม่อยากอ่าน เพราะไม่มั่นใจว่าอ่านผิดหรืออ่านถูก อ่านไม่คล่อง เพราะครูไม่ได้สอนมาก่อน แม้ครูหรือซ็อฟท์แวร์์ที่ใช้จะมีีส่วนที่สอนการออกเสียง หรือที่เรียกว่า pronunciation แต่ก็ไม่ี่่ใช่ Phonics หรือ ถ้ามีการเคลมว่าเป็น โฟนิคส์ ก็ไม่ใช่แบบที่มีคุณสมบัติที่เป็น explicit, systematic, sequential direct instruction เหมือนโปรแกรมของเรา ที่คณะกรรมการการอ่านของสหรัฐ (Reading Research Panel) รับรองว่าเป็นแบบที่ไี่ด้ผลดีที่สุด และทำให้ ผู้เรียนเก่งภาษาอังกฤษอย่างถาวร ฉะนั้น สถานศึกษาในประเทศไทย ที่เปิดสอนภาษาอังกฤษ จึงควรเริ่มปฏิรูปการเรียนการสอนใหม่ ด้วยการเปิดโอกาสให้นักเรียน หรือ นักศึกษาของท่าน ได้มีพื้นฐานของการแยกหน่วยเสียง ภาษาอังกฤษ และ การถอดรหัสอักษรเป็นเสียง เพื่อทำให้ผู้เรียน ฟังภาษาอังกฤษ ก็จะรู้เรื่อง เห็นคำภาษาอังกฤษ ก็ จะถอดรหัสเป็นเสียงได้ถูกต้องจนพูดได้ ชัด และ คล่อง ทำให้การอ่านดังๆ ง่าย และ คล่องขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก และเมื่ออ่าน คล่อง สมองก็จะรับรู้เร็วขึ้น เพราะสมองเองก็อ่านเป็นเสียง (Our brain reads sound by sound) ไม่ว่าจะอ่านในใจ หรือ อ่านดังๆ พออ่านคล่อง ความสนใจก็จะได้ไปอยู่ที่ความหมายของคำศัพท์ และ บทอ่าน ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น รู้เรื่องมากขึ้น อันกระตุ้นให้ความอยากอ่านมีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอ่านมากก็จะเขียนเก่งเป็น ธรรมดา นี่ คือ ความก้าวหน้าทางด้านการอ่านออกเขียนได้ อย่างเป็นธรรมชาติ ฉะนั้น การเรียนภาษาอังกฤษแบบจากล่างมาบน โดยเริ่ม ที่ การแยกหน่วยเสียง (Phonemic awareness) และ การเชื่อมหน่วยเสียงกับตัวอักษร (Phonics) จึงได้รับการรับรองจากรัฐบาลอเมริกาว่าเป็นวิธีที่ได้ ผลที่สุด ที่จะลดจำนวนคนอเมริกันที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ให้เหลือน้อยลง ประเทศไทย ไม่ต้องเสียเงินล้าน( เหรียญ )เป็นค่างานวิจัย จึงน่าที่จะ นำเอาผลการค้นพบนี้ มาพิจารณาดูว่าจะให้ได้ผลกับคนไทยหรือ เปล่า เราได้นำมาทดลองแล้ว ปรากฎว่าได้ ผลจริงๆ ดังคำพยานที่ผู้เรียนโฟนิคส์ื ทั่วประเทศได้บอกกล่าว ฉะนั้น อย่างนิ่งเฉยอยู่ เมื่อท่านได้อ่านข้อมูลนี้ เพราะ ดังที่นักปราชญ์ชาวตะวันตกท่านหนึ่งพูดว่า Smart People learn from the experiences of others ! คนฉลาด ต้องเรียนจากประสบการณ์ของคนอื่น ! อ่า่นข้อมูลนี้แล้วกรุณาบอกต่อ ให้เรามาช่วยกันให้คนไทยเรียนภาษาอังกฤษอย่างถูกวิธีกันเถิอด จะได้ ทันโลก !
|
คลิคที่นี่ สำหรับ แผยการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนอนุบาลและ ประถมในสหรัฐฯ |